หน้า: 1

ชนิดกระทู้ ผู้เขียน กระทู้: ท้าวสุรนารีมีตัวตนจริงหรือไม่?  (อ่าน 9344 ครั้ง)
add
เรทกระทู้
« เมื่อ: 15 ต.ค. 11, 22:36 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
Send E-mail

แบ่งปันกระทู้นี้ให้เพื่อนคุณอ่านไหมคะ?

ปิดปิด
 

ผมไม่รู้ครับ เพราะผมไม่เก่งเรื่องประวัติศาสตร์เลยครับ

แต่มีวิทยานิพนธ์ยอดเยี่ยมของธรรมศาสตร์แต่ถูกคนโคราชต่อต้าน ของ คุณสายพิน แก้วงามประเสริฐ ซึ่งเขียนถึงข้อมูลอีกด้านของย่าโม




ต่อมา หนังสือศิลปวัฒนธรรมเครือมติชน นำมาจัดตีพิมพ์

ทุกวันนี้ คุณสายพิน แก้วงามประเสริฐ ยังเขียนบทความในมติชนอยู่เสมอ


เรื่องย่าโมมีจริงหรือไม่ ที่พันทิพ เคยถกมาแล้วที่

http://topicstock.pantip.com/library/topicstock/K3043217/K3043217.html



« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 16 ต.ค. 11, 01:38 น โดย akecity » noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า

กระทู้ฮอตในรอบ 7 วัน

add
เรทกระทู้
« ตอบ #1 เมื่อ: 15 ต.ค. 11, 23:05 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 
คิดแล้วว่าคุณใหม่จะต้องกระทู้นี้..(ถ่างตาคอยไม่ยอมเข้านอนเลยนะเนี๊ยะ)!!
ประเด็นประวัติศาสตร์ที่ขัดแย้งและมีผลต่อความรู้สึกต่อมวลชนก็อยากจะให้เบาๆอย่าออกตัวแรงกันไปนัก!!..การแสดงเป็นผู้รู้ดีคงไม่มีความสุขสมในความขัดแย้งที่บานปลายหรอกนะครับ!!...หวังว่าเพื่อนคุณใหม่คงเข้าใจ!!
ทุกวันนี้ยังมีสถานที่ประวัติศาสตร์อีกมากมายที่ยังขัดแย้งกันอยู่!!..เช่นตำบลหนองสาหร่ายที่ไหน??กันแน่คือสถานที่ทำยุทธหัตถีที่แท้จริง++!!...หากยังตะแบงเหตุผลส่วนตัวให้เขารู้ว่า..เจ๋งเพียงอย่างเดียว!!..คนไทยจะอยู่กันอย่างสงบได้อย่างไร??..
. q*070q*070


noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
add
เรทกระทู้
« ตอบ #2 เมื่อ: 15 ต.ค. 11, 23:30 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 

ข้อขัดแย้งในเชิงประวัติศาสตร์สำหรับชนชาติไทย ถ้าจะให้ขุดคุ้ยขึ้นมาทั้งหมดผมว่ามันมีมากมายมหาศาลเลยครับ

เอาแค่เรื่องหลวงประดิษฐ์มนูธรรมคนนี้ก็พอ ไม่ต้องย้อนอดีตกันไปให้ไกลนัก ทุกวันนี้บรรดานักวิชาการและเหล่าคอการเมืองทั้งหลาย ก็ยังคงถกกันไม่จบว่าบุคคลนี้เป็นประโยชน์หรือเป็นโทษ

หรือระบบการจัดเก็บเรื่องราวของเหตุการณ์บ้านเมืองเรายังทำได้ไม่ดีพอ?

ผมพาลคิดไปเล่นๆว่าในปัจจุบันนี้ประเทศไทยควรจะมีการเก็บเหตุการณ์สำคัญต่างๆเอาไว้อย่างละเอียด เพื่อเป็นหลักฐานอ้างอิงที่ถูกต้องและไม่บิดพลิ้วสำหรับผู้ที่ต้องการค้นหาอดีตจากในอนาคตข้างหน้า โดยมีหน่วยงานอะไรสักอย่างของรัฐบาลเป็นผู้รับทำในกิจการนี้ หรือว่ามีหน่วยงานแบบนี้อยู่แล้ว? อันนี้ผมก็ไม่ทราบ

อีกสองร้อยสามร้อยปีข้างหน้า ตอนนั้นลูกหลานของเราจะได้รับรู้ข้อมูลประวัติศาสตร์ไทย เรื่องฝ่ายใหนยึดสนามบิน? ฝ่ายใหนเผาเมือง?กันแบบใดหนอ...

ช่วงนี้ผมบ่นบ่อย ต้องขออภัยคุณใหม่นะครับ q*021

noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
Guest
k542
เรทกระทู้
« ตอบ #3 เมื่อ: 15 ต.ค. 11, 23:47 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 

คุณย่าโม...

จะมีจริง หรือ จะมีไม่จริง

หรือ

จะเป็นเรื่องจริงที่เป็นเรื่องการเมือง

หรือ

จะอะไรก็สุดแท้

แต่ประวัติศาสตร์ที่คู่กับศรัทธาของประชาชนมาช้านาน

ประชาชนจะคิดอย่างไร จะแปลกใจไหม...หากวันนึง

มีการประกาศออกมาว่า แท้ที่จริง เป็นแค่เรื่องการเมือง??????

มันโหดร้ายเกินไปไหม กับความละเอียดอ่อน ที่ท่านจะมองผ่าน q*029

(ขอออกตัวนิดว่า คิมก็ไม่เก่งเรื่องประวัติศาสตร์)

noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
add
เรทกระทู้
« ตอบ #4 เมื่อ: 16 ต.ค. 11, 00:01 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 

ผมเชื่อว่าผู้เขียน

"ไม่กล้า แม้กระทั่ง ไปกราบ อนุสาวรีคุณย่าโม หรือไปสการะบูชาคุณย่าเหลือ ที่ ทุ่งสัมฤทธิ์" ครับ

q*021q*021q*021



« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 16 ต.ค. 11, 10:37 น โดย lumtakong » noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
add
เรทกระทู้
« ตอบ #5 เมื่อ: 16 ต.ค. 11, 00:57 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 

[แก้]อนุสาวรีย์



พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชและ สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ เสด็จวางพวงมาลา ณ อนุสาวรีย์ท้าวสุรนารี



อนุสาวรีย์ท้าวสุรนารีบนฐานอนุสาวรีย์เดิม พ.ศ. 2477



กู่อัฐิท้าวสุรนารี วัดพระนารายณ์มหาราช


เมื่อท้าวสุรนารี ถึงแก่อสัญกรรม เมื่อปีพุทธศักราช 2395 อายุ 81 ปี เจ้าพระยามหิศราธิบดีผู้เป็นสวามี ได้ฌาปนกิจศพ และสร้างเจดีย์บรรจุอัฐิไว้ ณ วัดศาลาลอยซึ่งท้าวสุรนารีได้สร้างไว้ เมื่อเวลาผ่านไปเจดีย์ชำรุดลง พลตรีเจ้าพระยาสิงหเสนี (สอาด สิงหเสนี) ครั้นเมื่อยังเป็น พระยาประสิทธิศัลการ ข้าหลวงเทศาภิบาล ผู้สำเร็จราชการเมืองนครราชสีมา องคมนตรี และรัฐมนตรี ได้บริจาคทรัพย์สร้างกู่ขนาดเล็ก บรรจุพระอัฐิท้าวสุรนารีขี้นใหม่ที่วัดกลาง (วัดพระนารายณ์มหาราช) สร้างเสร็จเมื่อวันที่ 7 มิถุนายน ร.ศ.118 (พ.ศ. 2442)

ต่อมากู่นั้นได้ทรุดโทรมลงมาอีก อีกทั้งยังอยู่ในที่แคบ ไม่สมเกียรติ พระยากำธรพายัพทิศ (ดิส อินทรโสฬส) ผู้ว่าราชการจังหวัดนครราชสีมา นายพันเอกพระเริงรุกปัจจามิตร (ทอง รักสงบ) ผู้บังคับการมณฑลทหารบกที่ 5 พร้อมด้วยข้าราชการ และประชาชนชาวนครราชสีมา ได้พร้อมใจกันสร้างอนุสาวรีย์ท้าวสุรนารีด้วยสัมฤทธิ์ ซึ่งทางกรมศิลปากรได้มอบให้ ศาสตราจารย์ ศิลป์ พีระศรี เป็นผู้ออกแบบร่วมกับ พระเทวาภินิมมิตร (ฉาย เทียมศิลปไชย) ประติมากรเลื่องชื่อในสมัย จอมพล ป. พิบูลสงคราม



พิธีเปิดอนุสาวรีย์ท้าวสุรนารี
บนฐานอนุสาวรีย์ใหม่
ปี พ.ศ. 2510


ทั้งนี้ได้อัญเชิญอัฐิของท่านนำมาบรรจุไว้ที่ฐานรองรับ และประดิษฐานไว้ ณ ที่หน้าประตูชุมพล อนุสาวรีย์หล่อด้วยทองแดงรมดำ สูง 1.85 เมตร หนัก 325 กิโลกรัม ตั้งอยู่บนฐานไพที สี่เหลี่ยมย่อมุมไม้สิบสองซึ่งบรรจุอัฐิของท่าน แต่งกายด้วยเครื่องยศพระราชทาน ในท่ายืน มือขวากุมดาบ ปลายดาบจรดพื้น มือซ้ายท้าวสะเอว หันหน้าไปทางทิศตะวันตก ซึ่งเป็นทิศที่ตั้งของกรุงเทพมหานคร นับเป็นอนุสาวรีย์ของสามัญชนสตรี คนแรกของประเทศ เริ่มก่อสร้างในปี 2476 แล้วเสร็จ และ มีพิธีเปิดอนุสาวรีย์เมื่อวันที่ 15 มกราคม พ.ศ. 2477 [3]

ในงานพิธีเปิดนี้ จึงได้มีการสร้างเหรียญไว้เป็นที่ระลึก โดยมี สมเด็จมหาวีรวงศ์ (ติสโส อ้วน) เป็นประธานฝ่ายสงฆ์ และพระคณาจารย์สายพระอาจารย์มั่น - พระอาจารย์เสาร์ ร่วมพิธีปลุกเสกที่ วัดสุทธจินดา ชาวเมืองนครราชสีมารัก และหวงแหนเหรียญรุ่นนี้กันมาก เพราะถือกันว่านี่คือ เหรียญแห่งชัยชนะ เพื่อศรีสง่าแห่งบ้านเมือง และเชิดชูเกียรติ ท้าวสุรนารี วีรสตรีไทยตลอดกาล [4] และทางกรมศิลปากร ได้ขึ้นทะเบียนอนุสาวรีย์ท้าวสุรนารี เป็นโบราณสถานวัตถุแห่งชาติ เมื่อวันที่ 3 มกราคม พ.ศ. 2480[5]

ครั้นเมื่อปี พ.ศ. 2510 ฐานอนุสาวรีย์ชำรุด ข้าราชการ และประชาชนชาวนครราชสีมา โดยนายสวัสดิวงศ์ ปฏิทัศน์ ผู้ว่าราชการจังหวัดในขณะนั้น เป็นประธาน ได้ร่วมใจกันสร้าง ฐานอนุสาวรีย์บรรจุอัฐิท้าวสุรนารี ขึ้นใหม่ ณ ที่เดิม เพื่อให้เป็นศรีสง่าแก่บ้านเมือง และเชิดชูเกียรติท้าวสุรนารี วีรสตรีไทยตลอดกาลนาน แล้วเสร็จ เมื่อวันที่ 29 พฤศจิกายน พ.ศ. 2510[6]



เหรียญที่ระลึกในงานพิธีเปิด
พ.ศ. 2477 (ด้านหน้า)



เหรียญที่ระลึกในงานพิธีเปิด
พ.ศ. 2477 (ด้านหลัง)

ทางจังหวัดนครราชสีมา หน่วยงานราชการต่าง ๆ รวมทั้งประชาชนชาวนครราชสีมา ได้การจัด งานฉลองวันแห่งชัยชนะของท้าวสุรนารี (คุณหญิงโม) เป็นงานประจำปีของจังหวัด เพื่อเป็นการเคารพสักการะ เชิดชูเกียรติ ในวีรกรรมของท้าวสุรนารี และเหล่าบรรพบุรุษของชาวนครราชสีมา จัดขึ้นบริเวณหน้าศาลากลางจังหวัด กำหนดจัดระหว่างวันที่ 23 มีนาคม - 3 เมษายน ของทุกปี

q*021q*021q*021

noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
add
เรทกระทู้
« ตอบ #6 เมื่อ: 16 ต.ค. 11, 01:03 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 

เรามาต่อกันครับ (คัดลอกจากกระทู้ที่แล้ว)


ในส่วนเรื่องประวัติของคุณย่าโมและย่าเหลือ ที่ได้ทำการต่อสู้กับศัตรูของชาติไทย ในสมัยนั้น ที่ทุ่งสัมฤทธิ์ มีจริงครับ (ส่วนละะเอียดเราคงไม่ต้องพูดถึง)

ลูกหลานคุณย่าโมทุกคน ไม่ว่าจะเดินทางไปไหนมาไหน

ไม่เว้นแม้กระทั่งผู้คน ที่ต่างบ้านต่างเมือง ได้ผ่านเข้ามาหรือติดต่อธุรกิจ ทำมาค้าขาย เข้ามารับตำแหน่งทางราชการ ในเมืองโคราช

ก็ขาดเสียมิได้ ที่จะต้องแวะไปกราบท่าน เพื่อขอพร ให้การงานเจริญรุ่งเรือง

ถ้าเรื่องความศักดิ์สิทธิ์ ยิ่งไม่ต้องพูดถึงครับ

ทีนี้ถามว่า ทำไมผมจึงกล่าวถึง คุณย่าเหลือด้วย ลูกหลานคุณย่าโม เมืองโคราชหลายๆ ท่าน

ยังไม่รู้จักแม้กระทั่งศาลคุณย่าเหลือ เชื่อหรือไม่...???


q*021q*021q*021

noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
add
เรทกระทู้
« ตอบ #7 เมื่อ: 16 ต.ค. 11, 01:04 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 

เผอิญผมไปค้นในวิกิพีเดีย ได้ข้อมูลมาอย่างละเอียด ตามนี้ครับ

q*021q*021q*021

นางสาวบุญเหลือ หรือ ย่าเหลือ บุคคลในประวัติศาสตร์ไทย ในฐานะวีรสตรี ที่มีส่วนสำคัญในการกอบกู้เมืองนครราชสีมาร่วมกับท้าวสุรนารี จากการเข้ายึดตีเมือง ของกองทัพเจ้าอนุวงศ์เวียงจันทน์ ณ ทุ่งสัมฤทธิ์ ปี พ.ศ. 2369 ในรัชสมัย พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 3

ประวัติ และวีรกรรมของนางสาวบุญเหลือ

นางสาวบุญเหลือ เป็นบุตรีของ หลวงเจริญ กรมการผู้น้อยแห่งเมืองนครราชสีมา ครอบครัวของหลวงเจริญ มีความใกล้ชิดสนิทสนม และเคารพนับถือ พระยาปลัดเมืองนครราชสีมา และคุณหญิงโม เป็นอันมาก อีกทั้งพระยาปลัดเมือง และคุณหญิงโม ไม่มีบุตร และธิดา จึงได้รัก และเอ็นดูนางสาวบุญเหลือ ดุจว่าเป็นลูกหลานแท้ ๆ [1]

เมื่อ ปี พ.ศ. 2369 เจ้าอนุวงศ์แห่งนครเวียงจันทน์ ได้ยกกองทัพเข้าแผ่นดินไทย จนถึงเมืองนครราชสีมา โดยอ้างว่า มีพระราชโองการให้ยกทัพไปกรุงเทพ เพื่อช่วยรบกับอังกฤษ และเนื่องจากในขณะนั้น เจ้าเมืองนครราชสีมา และพระยาปลัดเมืองไม่อยู่ ไปราชการเมืองขุขันธ์ เจ้าอนุวงศ์จึงยกทัพ เข้ายึดเมืองนคราชสีมาได้โดยง่าย แล้วกวาดต้อนผู้คนชาวนครราชสีมาเป็นเชลยขึ้นไปยังเวียงจันทน์ ในจำนวนเชลยเหล่านั้น มีคุณหญิงโม และนางสาวบุญเหลือรวมอยู่ด้วย

ระหว่างที่กองทัพเจ้าอนุวงศ์ และทหารลาว หยุดพักค้างแรมระหว่างเดินทางไปเวียงจันทน์ ณ ทุ่งสัมฤทธิ์ แขวงเมืองนครราชสีมา เมื่อวันที่ 4 มีนาคม พ.ศ. 2369 [2] คุณหญิงโม ร่วมกับ นางสาวบุญเหลือ และหลวงณรงค์สงคราม หัวหน้าชาวเมือง ได้ใช้กลอุบาย โดยให้ชาวเมืองเลี้ยงสุราอาหารแก่ทหารลาวที่ควบคุมตัวมา เมื่อทหารเจ้าอนุวงศ์หลงกลกินเหล้าเมายาจนขาดสติเกือบหมดกองทัพ เมื่อได้โอกาสอันเหมาะสมแล้ว กำลังชาวโคราชที่ทุ่งสัมฤทธิ์ทั้งชาย และหญิง ก็แย่งอาวุธโจมตีเข่นฆ่าทหารลาวจนล้มตายเป็นจำนวนมาก ทำให้แผนกอบกู้อิสรภาพของนครราชสีมาสำเร็จ


และในเหตุการณ์ครั้งนั้น นางสาวบุญเหลือได้เสียสละพลีชีพด้วยการนำไม้ฟืนจากกองไฟ วิ่งหลอกล่อทหาร ตรงไปยังกองเกวียน กระสุนดินประสิวของกองทัพทหารลาว จนเกิดการระเบิด แสงเพลิงแดงฉานไปทั่วท้องทุ่งสัมฤทธิ์ ด้วยการตัดสินใจด้วยปฏิภาณอันห้าวหาญ เด็ดเดี่ยวในวีรกรรมครั้งนี้ ของนางสาวบุญเหลือ ยังคงประทับแน่นอยู่ในความทรงจำ ของลูกหลานชาวนครราชสีมาตลอดไม่รู้ลืม [1]


อนุสรณ์สถานนางสาวบุญเหลือ
โรงเรียนบุญเหลือวิทยานุสรณ์
และต่อมาทางราชการ ได้ถือเอาวันที่ 4 มีนาคมของทุกปี เป็น วันไทยอาสาป้องกันชาติ [3]

อนุสรณ์สถานนางสาวบุญเหลือ

อนุสรณ์สถานนางสาวบุญเหลือ ตั้งอยู่ในบริเวณโรงเรียนบุญเหลือวิทยานุสรณ์ ตำบลโคกสูง อำเภอเมือง ห่างจากตัวเมืองนครราชสีมา 12.5 กิโลเมตร ตามเส้นทางหลวงแผ่นดินหมายเลข 205( ถนนสุรนารายณ์)สายนครราชสีมา - ชัยภูมิ ชาวนครราชสีมาได้ร่วมสร้างขึ้น และทำพิธีเปิดเมื่อวันที่ 6 กรกฎาคม พ.ศ. 2529 เพื่อรำลึกถึงวีรกรรมของนางสาวบุญเหลือ และเหล่าบรรพบุรุษของชาวนครราชสีมา ที่ได้พลีชีพเพื่อปกป้องชาติ เมื่อครั้งวีรกรรมทุ่งสัมฤทธิ์ ในปีพ.ศ. 2369 นับเป็นอนุสรณ์สถานอีกแห่งหนึ่ง ที่ชาวนครราชสีมา ให้ความเคารพสักการะเป็นอย่างสูง
จังหวัดนครราชสีมา และประชาชนชาวนครราชสีมาพร้อมใจกันสร้าง และทำพิธีเปิดอนุสรณ์สถานนางสาวบุญเหลือ ขึ้นที่โรงเรียนบุญเหลือวิทยานุสรณ์ เมื่อ วันที่ 6 กรกฎาคม พ.ศ. 2529 โดย ฯพณฯ พลเอกเปรม ติณสูลานนท์ นายกรัฐมนตรีในสมัยนั้น เป็นประธาน และได้มีการกำหนด ให้ทุกวันที่ 4 มีนาคมของทุกปี เป็นวันสดุดี วีรกรรมของนางสาวบุญเหลือ โดยผู้ว่าราชการจังหวัด ข้าราชการ พ่อค้า และประชาชน ได้ร่วมกันสดุดี พร้อมทั้งเปลี่ยนผ้าตะเบงมาน ตามสีแห่งปี มอบพวงมาลัย และวางพวงมาลา ณ อนุสรณ์สถานนางสาวบุญเหลือ [1]

q*021q*021q*021

noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
add
เรทกระทู้
« ตอบ #8 เมื่อ: 16 ต.ค. 11, 01:06 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 

ตามข้อมูลด้านบน คืออนุสรณ์สถานครับ ไม่ใช่ศาลคุณย่าเหลือ

ถ้าเพื่อนๆ ท่านใด ได้มีโอกาส ขับรถผ่าน ถนนมิตรภาพ เส้นทางระหว่าง อ.โนนสูง ก่อนถึงแยกตลาดแค ทางเข้า อ. พิมาย (ถ้าขับรถมาจาก อ. เมือง)

ให้สังเกตุ ด้านขวามือครับ จะมีป้าย ขนาดไม่ใหญ่นัก ประมาณ 2 X 10 เมตร

เขียนว่า "อนุสรณ์สถานวีรกรรมทุ่งสัมฤทธิ์" (ถ้าผิดพลาดต้องขออภัยครับ)

ตรงนั้น จะมีทางให้กลับรถพอดี เราเลี้ยวขวา แล้วตรงเข้าไปครับ ประมาณ 2-3 กม. น่าจะได้ครับ

ศาลของคุณย่าเหลือ จะอยู่ด้านซ้ายมือ ครับ

ครั้งแรก ที่ผมได้มีโอกาสเข้าไปพบศาลท่าน ผมไปเจอโดยเหตุบังเอิญครับ

ขับรถไปเส้นนั้น สองข้างทาง ก็จะเห็นวิว เป็นทุ่งนาครับ

แต่ถ้าได้ลองหลับตา แล้วนึกย้อนกลับไป ในสมัยนั้น

ที่นี่...คือ ทุ่งสังหาร ครับ

ถ้าเพื่อนๆ ท่านใด มีโอกาส ผ่านไป ผ่านมา ถนนเส้นนี้ ผมก็ขอเรียนเชิญ ทุกๆ ท่านนะครัย

ลองแวะเข้าไปกราบไหว้สการะบูชาท่านดูซักครั้ง สิ่งที่ท่านขอ...อาจจะเป็นจริงดั่งใจหวังก็เป็นได้ครับ

q*021q*021q*021

noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
add
เรทกระทู้
« ตอบ #9 เมื่อ: 16 ต.ค. 11, 02:26 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 

ที่เว็บสนุก ก็มีประวัติคุณหญิงโม เหมือนกันครับ

ผมขอยกบางส่วนตามนี้



เหตุการณ์ที่ครัวชาวเมืองนครราชสีมารวมกำลังกันต่อสู้ครั้งนี้เอง ที่ได้เกิดวีรสตรีคนสำคัญขึ้นในประวัติศาสตร์ของชาติไทย นั่นคือ ท่านผู้หญิงโม ภริยาพระยาปลัด ได้ควบคุมกำลังฝ่ายผู้หญิงหนุนช่วยสู้รบอย่างองอาจกล้าหาญ โดยคบคิดวางแผนกับผู้นำฝ่ายชายและกรมการเมือง จัดหาหญิงสาวให้นายทัพนายกองที่ควบคุมครัวไปจนถึงชั้นไพร่ จนพวกลาวกับครัวชาวเมืองสนิทเป็นอันดีแล้ว ก็ออกอุบายแจ้งว่าครอบครัวที่อพยพไปได้รับความยากลำบากอดอยากนัก ขอมีด ขวาน ปืน พอจะได้ยิงเนื้อมากินเป็นเสบียงเลี้ยงครัวไปตามทาง

เมื่อเดินทางถึงทุ่งสัมฤทธิ์ก็พร้อมใจกันเข้าสู้ทัพลาว ด้วยอาวุธอันมีอยู่น้อยนิด บ้างก็ตัดไม้ตะบองเสี้ยมเป็นหลาวบ้าง สามารถฆ่าฟันศัตรูล้มตายเป็นจำนวนมาก ดังมีความในใบบอกข้างต้นหลังจากชัยชนะของชาวครัวเมืองนครราชสีมาครั้งนี้ ทำให้เจ้าอนุวงศ์หวาดหวั่นไม่กล้าที่จะยกทัพลงมายังกรุงเทพฯ พากันถอยทัพกลับไปและถูกปราบจับตัวมาลงโทษ ณ กรุงเทพมหานครในที่สุด

จากวีรกรรมของคุณหญิงโมที่ได้รวบรวมครัวชายหญิงชาวเมืองนครราชสีมา เข้าต่อสู้ข้าศึกศัตรูจนแตกพ่ายไปครั้งนั้น พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัวได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานบำเหน็จความชอบแต่งตั้งขึ้นเป็นท้าวสุรนารี

ท้าวสุรนารี หรือคุณหญิงโม เกิดเมื่อปีพุทธศักราช ๒๓๑๔ ในแผ่นดินกรุงธนบุรี เมื่ออายุได้ ๒๕ ปี ได้สมรสกับเจ้าพระยาหิศราธิบดี (ทองคำ) ที่ปรึกษาราชการเมืองนครราชสีมา แต่ครั้งยังดำรงตำแหน่งปลัดเมืองนครราชสีมา ซึ่งชาวเมืองเรียกสั้นๆ ว่าพระยาปลัด มีนิวาสสถานอยู่บริเวณตรงข้ามวัดพระนารายณ์มหาราช (วัดกลางนคร)

ท้าวสุรนารีถึงแก่อสัญกรรมเมื่อเดือน ๕ ปีชวด จัตวาศกจุลศักราช ๑๒๑๔ พุทธศักราช ๒๓๙๕ รวมอายุได้ ๘๑ ปี หลังจากกระทำพิธีฌาปนกิจแล้ว เจ้าคุณสามีได้สร้างเจดีย์บรรจุอัฐิไว้ ณ วัดศาลาลอย

ต่อมาเจดีย์ชำรุดลงจึงได้ย้ายอัฐิมาบรรจุไว้ที่กู่ที่วัดพระนารายณ์มหาราช จนกระทั่งเมื่อทางการและประชาชนชาวนครราชสีมา ได้พร้อมใจกันสร้างอนุสาวรีย์ของท่านไว้ ณ หน้าประตูชุมพล เมื่อพุทธศักราช ๒๔๗๗ จึงได้ นำอัฐิของท้าวสุรนารีมาประดิษฐานในฐานอนุสาวรีย์แห่งนี้



http://guru.sanook.com/enc_preview.php?id=1007&title=%B7%E9%D2%C7%CA%D8%C3%B9%D2%C3%D5%C7%D5%C3%CA%B5%C3%D5_%E0%C1%D7%CD%A7%B9%A4%C3%C3%D2%AA%CA%D5%C1%D2



noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
Guest
k542
เรทกระทู้
« ตอบ #10 เมื่อ: 16 ต.ค. 11, 02:53 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 

หากที่คุณเอกยกตัวอย่างมาทั้งหมดโดยไม่ได้เติมแต่งแม้แค่สักหนึ่งตัวอักษร

นี่มันก็คือประวัติศาสตร์ ที่ระบุประวัติของวีรสตรีไทย ที่ได้สร้างวีรกรรมไว้อย่างไรบ้าง

เพื่อเป็นการปกป้องเมือง นั่นแสดงให้เห็นถึงความเก่งกาจสามารถและ เสียสละ หากไม่มีคุณย่าโมในครั้งนั้น

อะไรจะเกิดขึ้น ลองหลับตา แล้วก็นึกภาพเอาเองแล้วกัน

ประวัติศาสตร์บทบันทึกหรือ ประวัติศาสตร์ในตำราเรียน

ยอมรับอยู่แล้ว ไม่ว่าใครก็ไม่เถียง แต่หากใครก็ตาม

ที่ออกมาพูด ออกมาเขียนด้วยอารมณ์เหยียดหยาม ลบหลู่ ล่วงเกิน

วีรสตรีไทย ตลอดจนกล่าวถึงเพศแม่โดยไม่ให้เกียรติ คิมรับไม่ได้

-----------

ประวัติก็คือประวัติ คิมอ่านที่คุณเอกคัดลอกมา คิมยังมีอารมณ์คล้อยตามว่า
คุณย่าโมและท่านผู้หญิงสมัยนั้น ช่างเสียสละ

ไม่ได้รู้สึกว่า บทความข้างต้น ลบหลู่หรือล่วงเกินแต่อย่างใด

หวังว่าคงเข้าใจที่คิมพยายามอธิบายถึงอะไร

ขอบคุณค่ะ

.

noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
add
เรทกระทู้
« ตอบ #11 เมื่อ: 16 ต.ค. 11, 05:08 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 

คุณk ครับแล้วผมไปลบหลู่คุณหญิงโม ตอนไหนล่ะครับ

กระทู้นี้ ผมไม่ได้แสดงความเห็นส่วนตัวเกี่ยวกับเรื่องนี้เลยครับ


และประวัติที่ผมยกมา ผมเห็นว่า เป็นประวัติ ในทางที่ดี และเขียน อ่านเข้าใจง่าย เลยยกมานำเสนอครับ

เข้าไจ๋?? q*073




noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
Guest
k542
เรทกระทู้
« ตอบ #12 เมื่อ: 16 ต.ค. 11, 05:17 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 

q*038 นี่...คุณเอกก็รู้ว่าคิมไม่ได้หมายถึงคุณ

อย่ามาแกล้งอำหรือหลอกให้คิมพิมพ์อะไรอีกนะ

ไม่หลงทางหลอก จะบอกให้ q*073

q*021

noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
Guest
k542
เรทกระทู้
« ตอบ #13 เมื่อ: 16 ต.ค. 11, 05:20 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 

เจตนาเขียนว่า ไม่หลงทางหลอก (ของคุณ) q*020

noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
add
เรทกระทู้
« ตอบ #14 เมื่อ: 16 ต.ค. 11, 07:19 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 

คุณเอก คุณลำตะคองครับ

เค้าบอกว่า ถ้าใครอยากไปใช้ชีวิตอยู่ที่โคราช ให้ไปเดินลอดประตูเมืองหลังย่าโม ตอนที่พ่อผมรับราชการอยู่ที่ อ.แห่งหนึ่งในโคราช ผมไปชอบสาวคนหนึ่ง ที่พ่อแม่พี่น้องเค้าก็ไม่ขัดขวาง แต่สาวคนนั้นยังขวางตัวเองกับผมอยู่ ผมเลยตัดปัญหาด้วยการพึ่งย่าโม ไปเดินลอดประตูหลังย่าโม ด้วยหวังว่าจะมีเธอคู่กายในอนาคต มีเพื่อนที่ไม่รู้จุดประสงค์ของผมนี้ที่ไปเที่ยวด้วยตอนปิดเทอมเดินตามผมลอดประตูไปด้วยกัน

หลังจากนั้น พ่อผมก็ย้ายออกไปรับราชการที่อื่น ผมก็แทบจะไม่ได้ไปโคราชอีกเลย ส่วนสาวคนนั้นได้เข้ามาเรียนต่อ ม.ปลายที่ กทม. ผมก็เพียรไปพบ แต่เธอก็หลบๆ หลีกๆ จนแล้วจนรอดในที่สุดก็ห่างหายกันไป

แต่ตลอดมาผมก็ยังพบกับพ่อแม่พี่น้องของเธอบ่อยๆ จนปัจจุบัน จนมีความรู้สึกว่าเป็นพี่น้องกัน ได้ช่วยเหลือในเรื่องต่างๆ กันเสมอ ได้เจอกัน พักบ้านของกันและกันที่เชียงใหม่ด้วย

ส่วนเธอนั้น ผมก็ได้เจอกันที่ กทม. ลูกชายเธอเป็นเพื่อนสนิทกับหลานสาวผม แต่เธอเป็นหม้าย(หย่า) ปัจจุบันเรารู้สึกเหมือนเป็นพี่น้องกันครับ เธอบอกแม่เธอถามหาผม บอกให้ผมลงไปเยี่ยมแม่เธอที่ป่วยพักอยู่ กทม.ด้วย

ส่วนเจ้าเพื่อนผมคนที่ไปเดินลอดประตูด้วยกัน หลังจากเรียนจบ มันก็ไม่ได้ไปใช้ชีวิตอยู่ที่โคราช แต่ไปใช้ชีวิตในคุกที่ USA. คือมันได้ทำงานที่การบิน.... มันขนผงเข้าไปครับ ก็ได้ข่าวแค่ว่ามันออกมาแล้ว กลับมาเมืองไทยและมาตายที่เมืองไทย ไม่เคยเจอกันเลยครับ

แม้ผมจะไม่ได้ไปใช้ชีวิตอยู่ที่โคราช ผมก็ยังอยากที่จะไปเที่ยวโคราชอยู่เสมอนะครับ

>>> อ้าว ความเห็นผมนี่ แทบจะไม่เกี่ยวกับกระทู้คุณเอกเลยนะเนี่ย ขอโทษด้วยครับ

noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
add
เรทกระทู้
« ตอบ #15 เมื่อ: 16 ต.ค. 11, 07:39 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 
เอ ...ผมว่าเกี่ยวนะที่ฟังจากการเขียนเล่ามาของพญาแร้งส์...
หนึ่งในนั้น นั่นก็คือจะพูดถึงการลอดซุ้มประตู ว่าไม่ได้ศักดิ์สิทธิ์จริง...
ถูกต้องไหมครับ?? ในความเห็นของผม ว่าอีแร้งส์ต้องการจะบอกเช่นนั้น
เพราะอะไร ก็เพราะอีแร้งส์ก็ไม่ได้สมหวังกับหญิงคนนั้นเลย...
สองเพื่อนที่เคยลอดประตูตามกัน...มันก็ไม่ประสบผลสำเร็จอะไร?
แถมยังต้องติดคุกติดตาราง และก็ตายไปสวรรค์หรือนรกแล้วก็ไม่ทราบ...
เหตุและผลนี่ต่างหากครับ ที่ผมกำลังจะบอกว่าเกี่ยวข้องกันแน่นอน....
ขอประทานโทษ ที่เข้ามาสอดอะนะครับ...เพราะคนเราอ่านปั๊บมันก็ต้อง
จับใจความให้ได้รายละเอียดกัน...มันถึงจะเห็นเนื้อความหรือนัยยะของ
คนที่ต้องการเขียน ต้องการที่จะสื่อ จริงไหมครับ....


ส่วนคห.หรือความรู้สึกของตาเอก..ที่ยกมาอ้างอิง ผมว่าน่าจะไปติง
ในกระทู้เจ้าปัญหา น่าจะตรงประเด็นกว่า...หรือว่าท่านไม่กล้าปะทะตรงๆ
ก็คงจะถนอมน้ำใจกันเอาไว้...ว่างั้นเถอะ จริงไหมครับคุณเอก...

ถ้าจะว่ากันเรื่องประวัติศาสตร์...ซึ่งปัจจุบันก็ไม่มีใครเกิดทัน...
มันก็ย่อมเป็นเรื่องละเอียดอ่อน...ทุกขั้นตอนจะมาคาดเดากันเอาเอง
ย่อมจะไม่ได้..ต้องมีหลักการ เหตุผล และการขุดคุ้ยชนิดที่เรียกว่า
เป็นปี ๆ...จากผู้ที่เรียกได้ว่าระดับปรมาจารย์ทางด้านประวัติศาสตร์
ด้านโบราณคดี...รวมทั้งพงศวดารระดับชาติ รอบรู้ทั้งในและนอกประเทศ
รอบ ๆ อาณาเขตประเทศเพื่อนบ้านด้วย...ผมก็ไม่รู้ว่านักศึกษาปริญาโท
ท่านนี้ ใช้อะไรเป็นเครื่องชี้วัดและตัดสิน ทำวิทยานิพนธ์นี้ขึ้นมา..ใ้ช้เวลา
ศึกษานานแค่ไหน? ใช้ความสงสัย หรือคาดเดาของตนเองเป็นตัวตั้งหรือ
เปล่าก็ไม่อาจจะคาดเดาได้เช่นกัน...? หากตั้งธงกันไว้ 1+1 ของชั้นต้อง
ได้ 3 มันก็ต้องรวนตามกันไปหมด เพราะคนตั้งโจทย์ถามเองตอบเอง??


อย่าเคืองกันนะครับ ก็แค่อยากจะแชร์แนวคิด ที่ไม่ได้ดัดจริตอะไรเลย??
q*033q*033q*033q*033
noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
add
เรทกระทู้
« ตอบ #16 เมื่อ: 16 ต.ค. 11, 08:49 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 

จะจริงหรือไม่จริงขอให้ทุกท่านจงเพิ่งระวังในการวิจารณ์ด้วยจะเข้าข่าย หมิ่นเบื้องสูงดังตัวอย่างที่ท่านลำตะ เอารูปมาให้ดูขนาดเจ้าฟ้าเจ้าแผ่นดินยังไปสักการะแล้วท่านๆยังจะกล้าล้วงเกินอีกหรือ.

พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชและ สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ เสด็จวางพวงมาลา ณ อนุสาวรีย์ท้าวสุรนารี.
V
V
V

แค่หลักฐานและรูปภาพนี้ก็น่าจะเลิกวิจารณ์กันได้แล้วน่ะครับ.

noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
add
เรทกระทู้
« ตอบ #17 เมื่อ: 16 ต.ค. 11, 08:51 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 

น้าพัน เปล่าเลยครับ ผมมิได้เล่ามาเพื่อลบล้างหรือยืนยัน น้าพันกำลังจะกล่าวหาว่าผมหมิ่นความศักดิ์สิทธิ์อีกคนซิท่า อย่าดีฝ่า

น้าพันกำลังมองว่าการลอดประตูเป็นเรื่องของความศักดิ์สิทธิ์ แต่ผมมองว่า เป็นเรื่องของความเชื่อ ครับ

การลอดประตูเมืองฯ เป็นเรื่องเล่าถึงความเชื่อนะครับ ผู้สร้างประตูหรือผู้ใด คงไม่มีใครบอกยืนยันว่า ผู้ที่เดินลอดประตูเมืองทุกคน แล้วจะต้องได้กลับมาใช้ชีวิตที่เมืองโคราช คำบอกกล่าวเป็นเพียงความเชื่อ เป็นเรื่องเล่า เชื่อไว้ก็ไม่เสียหาย หากไม่ได้เป็นไปตามที่บอกกล่าว ก็ไม่ได้เกิดความเสียหายอย่างใดๆ แก่ผู้ใดเช่นกัน แม้ผมจะไม่สมหวังตามประสาวัยรุ่น แต่ผมได้มิตรภาพจากคนโคราช ได้ประสบการณ์ชีวิตที่โคราชในช่วงวัยนั้นอย่างมากวัย สามารถผ่านช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อของวัยคะนองชนิดผ่านคุกผ่านตะรางมาได้

จากวันนั้น ผมได้มิตรภาพของคนโคราชครอบครัวของสาวคนนั้นดุจญาติพี่น้อง มีการติดต่อเป็นระยะ มีการถามทุกข์สุขจากพี่สาวพี่ชายของสาวนั้นจากเมืองนอกเสมอ แม้เรื่องน้ำท่วมเชียงใหม่นี้ด้วย ผมอยู่เชียงใหม่ แต่พี่ๆ กับสาวคนนั้นก็ได้ไปเยี่ยมพ่อแม่ผมที่ กทม. เมื่อต้นปีนี้ แล้วมีแผนว่าจะขึ้นไปเที่ยวบ้านผมที่เชียงใหม่ปลายปีนี้(เมื่อพี่เค้ากลับมาเมืองไทย)

ผมเลยคิดว่า การลอดซุ้มประตู แม้จะมิได้ทำให้เราได้ไปใช้ชีวิตอยู่ที่โคราช แต่ก็ได้วร้างให้เรามีมิตรภาพกับคนโคราชที่ยั่งยืน(กว่า 40 ปีแล้ว)ครับน้าพัน.

ส่วนสาวคนนั้น ผมก็รู้สึกเหมือนได้เป็นพี่ชายเธอๆ ถูกอดีตสามีทำลายชีวิตสมรส หักหลังการใช้ชีวิตคู่ หลังแต่งงานกันไม่นาน แต่เธอเข้มแข็งมากๆ สามารถประคองตนอยู่กับลูกได้มาจนทุกวันนี้ เธอเป็นคนอารมณ์ดี ยิ้มแย้มแจ่มใส ไม่เสียดายที่ต้องเลิกร้างกับอดีตสามี เธอมีความสุขกับลูกๆ ที่เรียนจบได้งานทำอย่างมั่นคงหากมีปัญหาเรื่องงาน เธอจะกริ๊งกร๊างถามผมทันที ( อ้อ เราพึ่งเจอหน้ากันเพียงครั้งเดียวครับ นอกนั้นทางโทรศัพท์ครับผม น้าพัน.)

แล้วเพื่อนผมที่ตายไปนั่น น้าพัน.ไม่จำเป็นต้องขยายความถามว่าเขาจะไปสวรรค์หรือนรกก็ได้นี่ครับ เพราะเราไม่รู้ว่าเขาตายแล้วไปไหน แล้วก็ไม่รู้ว่าเขาจะโดนงูไล่ฉกหรือเขาไปไล่ตื้บงูอยู่ เราต่างไม่รู้กันจริงๆ นะครับ อย่าคิดออกมาดังๆ เหมือนซ้ำเติมวิญญาณของเค้า แม้เค้าจะทำผิด แต่เค้าก็เป็นเพื่อนรักผมในวัยนั้น

noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
add
เรทกระทู้
« ตอบ #18 เมื่อ: 16 ต.ค. 11, 09:07 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 
เป็นอันเข้าใจ...สงสัยต้องถามถูกต้องไหมครับ หากชี้แจงได้
มีเหตุผลที่มาที่ไป...นั่นก็คือต้องใช้วิจารณญาน หรือประสบการณ์
ชีวิตของตนเอง พินิจพิเคราะห์ถึงเหตุและผล ความเป็นไปได้...
และก็ต้องยอมรับในข้อชี้แจงอันนั้น...นั่นก็คือสามารถสรุปออกมา
กันได้ ว่าไม่มีอะไรในกอไผ่ ไม่มีอะไรแอบแฝง นั่นคือคำตอบ...
ที่สามารถบอกคนทั่วไปได้ ว่าเจตนาต้องการสื่อถึงสิ่งใด ก็ย่อมจะ
เข้าใจกันได้ทั้งสองฝ่าย...และทำให้คนทั่วไปเห็นด้วยก็จะจบกันด้วยดี...
ดังนั้น เป็นอันรับทราบ...ฉนั้นการอ่านการเขียนไม่ใช่เป็นเพียงคำตอบ
เพราะตัวหนังสือมันบอกความจริงกันได้ไม่หมด หรือครบทุกรสชาด..
หากมีการผิดพลาดไป โดยมิได้ตั้งใจ เนื่องจากอักษรมันพาไป..
การชี้แจงกันด้วยเหตุและผล และทุกคนยอมรับฟังกันด้วยใจที่ไม่อคติ...
สังคมนี้มันก็ยิ่งน่าอยู่มากยิ่งขึ้น...ก็เข้าใจตามที่ชี้แจง และรับทราบครับ!!!


และประโยคนี้ "แล้วเพื่อนผมที่ตายไปนั่น น้าพัน.ไม่จำเป็นต้องขยายความถามว่าเขาจะไปสวรรค์หรือนรกก็ได้นี่ครับ เพราะเราไม่รู้ว่าเขาตายแล้วไปไหน แล้วก็ไม่รู้ว่าเขาจะโดนงูไล่ฉกหรือเขาไปไล่ตื้บงูอยู่ เราต่างไม่รู้กันจริงๆ นะครับ อย่าคิดออกมาดังๆ เหมือนซ้ำเติมวิญญาณของเค้า แม้เค้าจะทำผิด แต่เค้าก็เป็นเพื่อนรักผมในวัยนั้น"

น่าจะยืมเอามาใช้กับคนที่กำลัง วิจารณ์อดีตกันดัง ๆ หน่อยจะได้ไหม?....ผมว่ามันก็ไม่แตกต่างกันสักเท่าใด ยิ่งท่านผู้นั้นเป็นถึงวีรสตรี
ของคนทั้งประเทศ ไม่ใช่เพียงคนรักแค่ของใครคนใดคนหนึ่ง จริงไหมจ๊ะ
นกแร้งส์...และก็ไม่น่าจะมาแสดงคห..ดัง ๆ ให้มันกลายเป็นกระทู้ฮอตไป
แถมยังไหลไปได้เรื่อย ๆ...ในเมื่อหลักฐานมันก็โทนโท่ ชัดเจนว่าคิดอะไร
เพราะอะไร? ตั้งประเด็นกระทู้ขึ้นมา อยากจะว่าหรือสื่อไปถึงใคร? ทำไม
ไม่คิดก่อนทำ..?? และคนเราหากมีสามัญสำนึก จะเชียร์กันอยู่อีกหรือ?
มันจะต่างกันอย่างไรกับพวกที่จาบจ้วง หากมันคิดกันดังๆ และสื่อกันออก
มา คิดนะคิดได้ แต่ทำไมคิคกันคนเดียวจริงม๊ะ คิดเงียบ ๆ ก็ได้ เรื่อง
ละเอียดอ่อนแบบนี้...หากปล่อยวาง มันจะเป็นตัวอย่างที่ไม่ดีให้คนอื่นเอา
เรื่องที่มิควรแบบนี้ไปคิดกันดัง ๆ หรอกหรือท่าน...ว่าม๊ะ?? เพราะมันก็มา
จากอดีตทั้งนั้น ที่เอามาพูดหรือสื่อถึงกัน?? อยู่ที่ว่า จะมองกันมุมไหน หาก
ฝ่ายตนก็คงบอกว่าถูกต้องใช้ได้ แต่หากฝ่ายอื่นทำบ้าง อ้ายนั่นจาบจ้วง?
ดังนั้น เรื่องอย่างนี้...เก็บเงียบๆ ไว้ดีกว่า ถูกต้องไหม? นกแร้งส์??
noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
add
เรทกระทู้
« ตอบ #19 เมื่อ: 16 ต.ค. 11, 09:18 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 

ย่าโม และย่าเหลือ มีอยู่จริงครับ
ญาติพี่น้องที่สืบทอดเชื้อสายกันมาเป็นสิ่งยืนยัน
ซึ่งผมก็รู้จักดี เพราะผมเกิด,โต, เรียน, ที่โคราชครับ
(แต่ตอนนี้ไม่ได้อยู่นะ แต่ก็ถือเป็นคนโคราชคนหนึ่งครับ
และเป็นคนไทย ที่รักชาวไทย และรักเพื่อนร่วมโลก)

ฝากพิจารณานิดนึงครับ
ประตูเมืองพิมาย ที่เจ้าหน้าที่ฯ จากกทม. ได้สร้างปรับปรุงแก้ไขใหม่ครั้งล่าสุด
ผมคิดว่าลองพิจารณาข้อมูลใหม่ได้ไหมครับ
เพราะคนเขาโจษขานกันเยอะ
ผิดหรือถูกนั้น หากพิจารณากันใหม่ น่าจะเป็นเรื่องดีนะครับ
เอาข้อมูลของหลายๆ ผ่านมาดูกัน

noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
add
เรทกระทู้
« ตอบ #20 เมื่อ: 16 ต.ค. 11, 09:27 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 

สิ่งที่ปชช.เขานับถือศรัทธามาเป็นเวลานาน
และเป็นสิ่งที่ดีอยู่แล้ว อย่าไปเปลี่ยนแปลงเลยครับ

ดูอย่างความเชื่อความศรัทธาของปชช.
หากใครไปสงสัย วิจารณ์ หรือบิดเบือน ก็โดนกันมาเยอะแล้วครับ
ไม่ว่าในไทย หรือทั่วโลกก็เห็นกันมาแล้ว

เอาเวลาไปสร้างสรรค์สิ่งมีค่าดีกว่าครับ
เช่น สร้างระบบป้องกันน้ำท่วม 555

noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
add
เรทกระทู้
« ตอบ #21 เมื่อ: 16 ต.ค. 11, 10:23 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 
ประวัติ



กำแพงเมือง และคูเมืองนครราชสีมา ในสมัยอดีต
ไฟล์:กำแพงเมือง.jpg

กำแพงเมือง และคูเมืองนครราชสีมา ในสมัยอดีต
ในสมัยแผ่นดิน สมเด็จพระนารายณ์มหาราช (พ.ศ. 2199 - พ.ศ. 2231) มีพระราชดำริว่า ดินแดนภาคอีสานเป็นฉนวนป้องกันการรุกรานของขแมร์ (เขมร) ลาว ญวน และเป็นหัวเมืองใหญ่ควบคุมเขมรป่าดงที่ขึ้นแก่ไทย ขณะนั้น มีเมืองเสมา เมืองโคราช และเมืองพิมาย เป็นชุมชนใหญ่ ควรจะตั้งเป็นหน้าด่านได้ จึงโปรดให้สร้างเมืองที่มีป้อมปราการแบบฝรั่ง ในฐานะเมืองสำคัญชายพระราชอาณาเขต โดยเกณฑ์ช่างจากกรุงศรีอยุธยา เกณฑ์แรงงานจากเมืองโคราช กับเมืองเสมา ช่วยกันสร้างเมืองใหม่ ห่างจากเมืองโคราชเก่าในท้องที่ อำเภอสูงเนิน ไปทางทิศตะวันออก 800 เส้น (32 กิโลเมตร) ซึ่งก็คือ พื้นที่ตัวเมืองเก่า บริเวณเขตกำแพงเมือง และคูเมืองในปัจจุบัน

มีนายช่างชาวฝรั่งเศสเป็นผู้วางผังเมือง ผังเมืองมีลักษณะเป็นสี่เหลี่ยม รูปกลองชัยเภรี มีความกว้างประมาณ 1,000 เมตร (มาตราวัดของไทย : 25 เส้น) ยาวประมาณ 1,700 เมตร (มาตราวัดของไทย : 43 เส้น) มีพื้นที่ภายในประมาณ 1,000 ไร่ ( 1.60 ตร.กม.) ขุดคูกว้าง 20 เมตร (10 วา) และลึก 6 เมตร (3 วา) ยาวล้อมรอบเมือง มีโครงข่ายถนนภายใน ตัดกันมีรูปแบบเป็น ตารางหมากรุก (Grid pattern system) ก่อสร้างกำแพงเมือง โดยก่ออิฐขึ้นจากหินศิลาแลง มีความสูง 6 เมตร (3 วา) ยาวโดยรอบ 5,220 เมตร (2,610 วา) บนกำแพงมีใบเสมาโดยรอบ จำนวน 4,302 ใบ

เดิมนั้น ก่อนการก่อสร้างกำแพงเมือง ใบเสมาบนกำแพง ได้ออกแบบไว้ให้มีลักษณะเป็นรูปสี่เหลี่ยมตามแบบของฝรั่ง แต่ต่อมาเมื่อมีการก่อสร้าง พระยมราช (สังข์) เจ้าเมืองนครราชสีมา ได้เปลี่ยนแปลงลักษณะใบเสมาให้เป็นแบบของไทยแทน มีป้อมประจำกำแพง และป้อมตามมุมกำแพงรวม 15 ป้อม มีประตูเมืองกว้าง 3 เมตร (1 วา 2 ศอก) จำนวน 4 ประตู โดยประตูเมืองทั้ง 4 เป็นทางเข้าออกเมืองทั้งสี่ทิศ [1]

บริเวณซุ้มประตูเมือง จะมีหอยามรักษาการณ์ - เชิงเทิน รูปแบบเป็นทรงไทยโบราณ ศิลปะสมัยอยุธยา หลังคามุงด้วยกระเบื้องดินเผา มีช่อฟ้าใบระกาเหมือนกันหมดทุกแห่ง มีชื่อเรียกประตูเมืองทั้ง 4 นี้ว่า

ประตูชุมพล
ประตูพลแสน
ประตูพลล้าน
ประตูไชยณรงค์

เมื่อระยะเวลาผ่านไป สิ่งก่อสร้างบางอย่างได้ถูกทำลายลง เมื่อครั้งที่ได้เกิดศึกกับเจ้าอนุวงศ์ แห่งกรุงเวียงจันทน์ ที่ได้เข้ามายึดเมืองนครราชสีมา กอร์ปกับส่วนหนึ่งถูกสภาพภูมิอากาศ และ ภัยธรรมชาติ เช่น แสงแดด ลม และ ฝน ทำลายเสียหายไปบ้าง ทำให้ทรุดโทรมลง เหลือแต่เพียง ประตูเดียวก็คือ ประตูชุมพล ที่ยังหลงเหลือโครงสร้างเดิมไว้อยู่

q*021q*021q*021
noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
add
เรทกระทู้
« ตอบ #22 เมื่อ: 16 ต.ค. 11, 10:27 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 
รายละเอียดของประตูเมือง



ประตูชุมพล ก่อนการบูรณะ

ประตูชุมพล

ประตูเมืองทางทิศตะวันตกของเขตเมืองเก่า เป็นประตูเมืองเพียงแห่งเดียว ในบรรดาประตูเมืองทั้งหมด 4 ประตูของเมืองนครราชสีมา ที่ยังคงสภาพเดิมอยู่พร้อมกำแพงเมืองเก่า สำหรับ ชื่อประตู "ชุมพล" นั้นหมายความถึง ที่ชุมนุมพลส่วนใหญ่ เป็นประตูสำหรับเตรียมไพร่พล และออกศึก เนื่องจากมีภูมิประเทศเปิดกว้าง ไม่มีป้อมปราการตามธรรมชาติเหมือนประตูอื่น ๆ [2] ในอดีตมีความเชื่อว่า เมื่อลอดผ่านประตูชุมพลไปทำศึกแล้ว จะแคล้วคลาดได้กลับบ้านเมือง

เนื่องจากตัวเมืองปัจจุบัน ได้มีขยายออกไปยังบริเวณรอบนอกไปทางทิศเหนือ ทิศใต้ และทิศตะวันตกของเขตเมืองเก่าเดิม ส่งผลทำให้ปัจจุบัน ประตูชุมพลจึงเสมือนตั้งอยู่กลางเมือง ต่อมาทางหน่วยราชการของจังหวัดนครราชสีมาได้สร้างอนุสาวรีย์ท้าวสุรนารี(ย่าโม) แล้วนำมาประดิษฐานบนแท่นสูง ตรงบริเวณหน้าประตูชุมพล ซึ่งได้มีการถมคูเมืองทางด้านทิศตะวันตกบางส่วน เพื่อทำเป็นพื้นที่ก่อสร้าง สำหรับ หอ ยามรักษาการณ์ทรงไทย, ประตูเมือง และกำแพงเมืองโบราณที่ชำรุดทรุดโทรมพังลงไปมากนั้น ทางราชการได้บูรณะซ่อมแซม และสร้างขึ้นมาใหม่บางส่วน โดยคงไว้ซึ่งรูปแบบและศิลปะการก่อสร้างตามของเดิมไว้ทั้งหมด พร้อมกับได้อัญเชิญ อนุสาวรีย์ท้าวสุรนารี (ย่าโม) ทั้งหมดมาสร้างและตั้งขึ้น ณ บริเวณที่ปัจจุบัน ตราบเท่าทุกวันนี้

อนึ่ง ประตูชุมพล ทางกรมศิลปากร ได้ขึ้นทะเบียนเป็นโบราณวัตถุสถานแห่งชาติ เมื่อวันที่ 3 มกราคม พ.ศ. 2480[3]และ กำแพงเมืองโคราช ขึ้นทะเบียนเป็นโบราณวัตถุสถานแห่งชาติ เมื่อวันที่ 27 กันยายน พ.ศ. 2479[4]



ประตูพลแสน ในปี ค.ศ. 1893



ประตู และกำแพงเมือง ก่อนได้รับการบูรณะ

ประตูพลแสน

ประตูเมืองทางทิศเหนือ เรียกกันทั่วไปว่า "ประตูน้ำ" เป็นเพราะประตูนี้หันหน้าสู่ ลำตะคอง ซึ่งเป็นคลองกั้นคูเมืองอีกชั้นหนึ่ง เป็นลำน้ำสาขาของแม่น้ำมูล ในอดีตจะใช้ลำตะคองในการชลประทาน และเป็นเส้นทางคมนาคมทางน้ำ สำหรับชื่อประตู "พลแสน" นั้นหมายถึง ต้องมีกำลังพลถึงแสนหนึ่ง จึงจะสามารถบุกเข้ามายังประตูนี้ได้ [2]

ประตูไชยณรงค์

ประตูเมืองทางทิศใต้ ชาวเมืองเรียกประตูนี้ว่า "ประตูผี" เนื่องจากในอดีต มีประเพณีความเชื่อว่า เมื่อมีคนตายขึ้นในเมือง ห้ามมีการเผา หรือฝังเอาไว้ในเมือง ให้ออกไปจัดการกันที่นอกเมือง โดยให้นำศพผ่านออกทางประตูนี้เพียงประตูเดียว นอกจากนั้นแล้ว ทางทิศใต้นี้ยังมีบึงใหญ่ มีชื่อเรียกว่า "หนองบัว" สำหรับชื่อประตู "ไชยณรงค์" นั้น เนื่องมาจาก เมื่อยามเกิดศึกสงคราม ประตูนี้เป็นจุดยุทธศาสตร์ที่ยากต่อการโจมตีของข้าศึก เพราะภูมิประเทศด้านนี้ เต็มไปด้วยหนองน้ำขนาดใหญ่ และเล็ก แต่ในปัจจุบัน หนองน้ำเหล่านั้นได้ถูกถมไปหมดแล้ว [2]

ประตูพลล้าน



ประตูเมืองทางทิศตะวันออก ชาวเมืองเรียกประตูนี้ว่า "ประตูตะวันออก" หรือ "ประตูทุ่งสว่าง" แต่เดิม ทิศนี้มีบึงใหญ่ที่เรียกว่า "บึงทะเลหญ้าขวาง" มีพื้นที่กว้างไม่น้อยกว่า 10 ตารางกิโลเมตร ส่วนกลางเป็นบึงใหญ่ และมีพื้นที่สำหรับเลี้ยงสัตว์พาหนะ ซึ่งเป็นที่ตั้งของ "วัดทุ่งสว่าง" สำหรับชื่อประตู "พลล้าน" นั้น นัยว่าเพื่อเป็นการข่มขวัญข้าศึก ที่ถึงจะยกทัพมาสักล้าน ก็ยังต่อสู้ได้ [2]

ในปัจจุบัน ประตูเมือง 3 ประตู ได้แก่ ประตูพลแสน, ประตูพลล้าน และประตูไชยณรงค์ ได้มีการบูรณะ และ ก่อสร้างใหม่ โดยทำการรื้อถอนประตูเมืองและกำแพงเมืองเดิมที่มีสภาพชำรุดทรุดโทรม ในลักษณะของซุ้มประตูทั้ง 3 นั้น ได้ออกแบบลักษณะเป็นศิลปะร่วมสมัย โดยยึดเค้าโครงเดิมของประตูเมือง และกำแพงเมืองแบบเดิม ทั้งนี้ในช่วงเวลาที่ก่อสร้างซุ้มประตูใหม่นั้น พื้นที่ตัวเมืองมีการขยายเพิ่มขึ้น และได้มีการขยายถนนออกไปทางประตูเมืองทั้ง 3 จากเดิมในอดีตมาก จึงทำให้การออกแบบซุ้มประตูมีความกว้างเพื่อรองรับกับการจราจรและรถยนต์ที่สัญจรเข้าออกผ่านซุ้มประตูเมืองทั้ง 3 เป็นอย่างดี

q*021q*021q*021

http://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%9B%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%95%E0%B8%B9%E0%B9%80%E0%B8%A1%E0%B8%B7%E0%B8%AD%E0%B8%87%E0%B8%99%E0%B8%84%E0%B8%A3%E0%B8%A3%E0%B8%B2%E0%B8%8A%E0%B8%AA%E0%B8%B5%E0%B8%A1%E0%B8%B2
noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
add
เรทกระทู้
« ตอบ #23 เมื่อ: 16 ต.ค. 11, 10:40 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 
รายละเอียดของประตูเมือง



ประตูชุมพล ก่อนการบูรณะ

ประตูชุมพล

ประตูเมืองทางทิศตะวันตกของเขตเมืองเก่า เป็นประตูเมืองเพียงแห่งเดียว ในบรรดาประตูเมืองทั้งหมด 4 ประตูของเมืองนครราชสีมา ที่ยังคงสภาพเดิมอยู่พร้อมกำแพงเมืองเก่า สำหรับ ชื่อประตู "ชุมพล" นั้นหมายความถึง ที่ชุมนุมพลส่วนใหญ่ เป็นประตูสำหรับเตรียมไพร่พล และออกศึก เนื่องจากมีภูมิประเทศเปิดกว้าง ไม่มีป้อมปราการตามธรรมชาติเหมือนประตูอื่น ๆ [2] ในอดีตมีความเชื่อว่า เมื่อลอดผ่านประตูชุมพลไปทำศึกแล้ว จะแคล้วคลาดได้กลับบ้านเมือง

เนื่องจากตัวเมืองปัจจุบัน ได้มีขยายออกไปยังบริเวณรอบนอกไปทางทิศเหนือ ทิศใต้ และทิศตะวันตกของเขตเมืองเก่าเดิม ส่งผลทำให้ปัจจุบัน ประตูชุมพลจึงเสมือนตั้งอยู่กลางเมือง ต่อมาทางหน่วยราชการของจังหวัดนครราชสีมาได้สร้างอนุสาวรีย์ท้าวสุรนารี(ย่าโม) แล้วนำมาประดิษฐานบนแท่นสูง ตรงบริเวณหน้าประตูชุมพล ซึ่งได้มีการถมคูเมืองทางด้านทิศตะวันตกบางส่วน เพื่อทำเป็นพื้นที่ก่อสร้าง สำหรับ หอ ยามรักษาการณ์ทรงไทย, ประตูเมือง และกำแพงเมืองโบราณที่ชำรุดทรุดโทรมพังลงไปมากนั้น ทางราชการได้บูรณะซ่อมแซม และสร้างขึ้นมาใหม่บางส่วน โดยคงไว้ซึ่งรูปแบบและศิลปะการก่อสร้างตามของเดิมไว้ทั้งหมด พร้อมกับได้อัญเชิญ อนุสาวรีย์ท้าวสุรนารี (ย่าโม) ทั้งหมดมาสร้างและตั้งขึ้น ณ บริเวณที่ปัจจุบัน ตราบเท่าทุกวันนี้

อนึ่ง ประตูชุมพล ทางกรมศิลปากร ได้ขึ้นทะเบียนเป็นโบราณวัตถุสถานแห่งชาติ เมื่อวันที่ 3 มกราคม พ.ศ. 2480[3]และ กำแพงเมืองโคราช ขึ้นทะเบียนเป็นโบราณวัตถุสถานแห่งชาติ เมื่อวันที่ 27 กันยายน พ.ศ. 2479[4]



ประตูพลแสน ในปี ค.ศ. 1893



ประตู และกำแพงเมือง ก่อนได้รับการบูรณะ

ประตูพลแสน

ประตูเมืองทางทิศเหนือ เรียกกันทั่วไปว่า "ประตูน้ำ" เป็นเพราะประตูนี้หันหน้าสู่ ลำตะคอง ซึ่งเป็นคลองกั้นคูเมืองอีกชั้นหนึ่ง เป็นลำน้ำสาขาของแม่น้ำมูล ในอดีตจะใช้ลำตะคองในการชลประทาน และเป็นเส้นทางคมนาคมทางน้ำ สำหรับชื่อประตู "พลแสน" นั้นหมายถึง ต้องมีกำลังพลถึงแสนหนึ่ง จึงจะสามารถบุกเข้ามายังประตูนี้ได้ [2]

ประตูไชยณรงค์

ประตูเมืองทางทิศใต้ ชาวเมืองเรียกประตูนี้ว่า "ประตูผี" เนื่องจากในอดีต มีประเพณีความเชื่อว่า เมื่อมีคนตายขึ้นในเมือง ห้ามมีการเผา หรือฝังเอาไว้ในเมือง ให้ออกไปจัดการกันที่นอกเมือง โดยให้นำศพผ่านออกทางประตูนี้เพียงประตูเดียว นอกจากนั้นแล้ว ทางทิศใต้นี้ยังมีบึงใหญ่ มีชื่อเรียกว่า "หนองบัว" สำหรับชื่อประตู "ไชยณรงค์" นั้น เนื่องมาจาก เมื่อยามเกิดศึกสงคราม ประตูนี้เป็นจุดยุทธศาสตร์ที่ยากต่อการโจมตีของข้าศึก เพราะภูมิประเทศด้านนี้ เต็มไปด้วยหนองน้ำขนาดใหญ่ และเล็ก แต่ในปัจจุบัน หนองน้ำเหล่านั้นได้ถูกถมไปหมดแล้ว [2]

ประตูพลล้าน



ประตูเมืองทางทิศตะวันออก ชาวเมืองเรียกประตูนี้ว่า "ประตูตะวันออก" หรือ "ประตูทุ่งสว่าง" แต่เดิม ทิศนี้มีบึงใหญ่ที่เรียกว่า "บึงทะเลหญ้าขวาง" มีพื้นที่กว้างไม่น้อยกว่า 10 ตารางกิโลเมตร ส่วนกลางเป็นบึงใหญ่ และมีพื้นที่สำหรับเลี้ยงสัตว์พาหนะ ซึ่งเป็นที่ตั้งของ "วัดทุ่งสว่าง" สำหรับชื่อประตู "พลล้าน" นั้น นัยว่าเพื่อเป็นการข่มขวัญข้าศึก ที่ถึงจะยกทัพมาสักล้าน ก็ยังต่อสู้ได้ [2]

ในปัจจุบัน ประตูเมือง 3 ประตู ได้แก่ ประตูพลแสน, ประตูพลล้าน และประตูไชยณรงค์ ได้มีการบูรณะ และ ก่อสร้างใหม่ โดยทำการรื้อถอนประตูเมืองและกำแพงเมืองเดิมที่มีสภาพชำรุดทรุดโทรม ในลักษณะของซุ้มประตูทั้ง 3 นั้น ได้ออกแบบลักษณะเป็นศิลปะร่วมสมัย โดยยึดเค้าโครงเดิมของประตูเมือง และกำแพงเมืองแบบเดิม ทั้งนี้ในช่วงเวลาที่ก่อสร้างซุ้มประตูใหม่นั้น พื้นที่ตัวเมืองมีการขยายเพิ่มขึ้น และได้มีการขยายถนนออกไปทางประตูเมืองทั้ง 3 จากเดิมในอดีตมาก จึงทำให้การออกแบบซุ้มประตูมีความกว้างเพื่อรองรับกับการจราจรและรถยนต์ที่สัญจรเข้าออกผ่านซุ้มประตูเมืองทั้ง 3 เป็นอย่างดี

q*021q*021q*021

http://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%9B%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%95%E0%B8%B9%E0%B9%80%E0%B8%A1%E0%B8%B7%E0%B8%AD%E0%B8%87%E0%B8%99%E0%B8%84%E0%B8%A3%E0%B8%A3%E0%B8%B2%E0%B8%8A%E0%B8%AA%E0%B8%B5%E0%B8%A1%E0%B8%B2

สมแล้วที่ได้เป็นลูกหลานของแม่ย่าโม... q*062q*062q*062
noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
Guest
k542
เรทกระทู้
« ตอบ #24 เมื่อ: 16 ต.ค. 11, 11:17 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 
จะจริงหรือไม่จริงขอให้ทุกท่านจงเพิ่งระวังในการวิจารณ์ด้วยจะเข้าข่าย หมิ่นเบื้องสูงดังตัวอย่างที่ท่านลำตะ เอารูปมาให้ดูขนาดเจ้าฟ้าเจ้าแผ่นดินยังไปสักการะแล้วท่านๆยังจะกล้าล้วงเกินอีกหรือ.

พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชและ สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ เสด็จวางพวงมาลา ณ อนุสาวรีย์ท้าวสุรนารี.
V
V
V

แค่หลักฐานและรูปภาพนี้ก็น่าจะเลิกวิจารณ์กันได้แล้วน่ะครับ.

noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
add
เรทกระทู้
« ตอบ #25 เมื่อ: 16 ต.ค. 11, 19:41 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 

กระทู้นี้ เจตนาก็จะบอกว่า นักวิชาการส่วนใหญ่ยอมรับว่า ย่าโมมีตัวตนจริงๆ

แต่วีรกรรมในการออกรบสู้ลาว ยังมีนักวิชการถกเถียงว่า เป็นเรื่องจริงหรือเสริมแต่งเพื่อเป็นการเชิดชูยกย่องสตรี เพื่อให้ประเทศได้เป็นประเทศที่เจริญในสายตาตะวันตก


ถ้าถามผมว่า ย่าโมได้สู้รบกับลาวจริงหรือไม่?

ผมเชื่อ100%ว่าคุณหญิงโม ท่านได้มีวีรกรรมนั้นจริง

แต่ถ้าเราไปอ่านประวัติศาสตร์ลาว กลับไม่เคยเขียนถึงย่าโมเลย

ซึ่งในความคิดของผม อาจเพราะลาวอายที่กองทัพลาวแพ้แก่ผู้หญิงไทย ครับ

เลยไม่ยอมบันทึกเรื่องราวของคุณหญิงโม

จบ q*071q*071q*071



noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
Guest
กระต่ายตาแดง
เรทกระทู้
« ตอบ #26 เมื่อ: 17 ต.ค. 11, 15:46 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 

q*073

ประวัติชาติไหนๆ ก็ไม่เขียนชมประเทศอื่นหรอก

พม่า เคยเขียนว่า แพ้ศึกชนช้างพระนเรศวรหรือเปล่า

noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
Guest
หลานย่าโม
เรทกระทู้
« ตอบ #27 เมื่อ: 17 ต.ค. 11, 21:00 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 

เราเป็นลูกหลานย่าโมคนหนึ่ง...จำความได้ก็เห็นย่าโม...รักและศรัทธาในตัวคุณย่าเสมอ ไม่ว่าใครๆจะคิดยังไง คุณย่าโมก็ยังเป็นกำลังใจให้เราชาวโคราชตลอดมาและตลอดไป.....

noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
Guest
หลานย่าโดยกำเนิด
เรทกระทู้
« ตอบ #28 เมื่อ: 18 ต.ค. 11, 13:24 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 

q*073 ดีใจและภูมิใจที่ได้เกิดเป็นคนโครารช เป็นหลานย่าโมค่ะ

noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
Guest
นั่งมองคนอยากดัง
เรทกระทู้
« ตอบ #29 เมื่อ: 19 ต.ค. 11, 08:05 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 

จริงแค่ไหนไม่ทราบ แต่เราได้นิมิตถึงท่าน และที่สำคัญได้มีโอกาสต้อนรับแพทย์จากประเทศลาว เค้าได้ให้เราพาไปดูอนุสาวรีย์คุณย่าโม แต่พอเราพาไปเค้าก็อ่านประวัติย่าโม (แต่ไม่ยอมยกมือไหว้) เค้าบอกว่าบันทึกได้เหมือนกับที่เวียงจันทร์บันทึกไม่มีผิดเพี้ยน เค้าไม่ยอมรับย่าโม เพราะพวกเค้าแพ้หญิงโคราช ข้าพเจ้าก็ไปซื้อดอกไม้ธูปเทียนให้เค้าไหว (เพราะความไม่รู้ว่าเค้าเครียดแค้นย่าโม) เค้ายกมือปฏิเสธที่จะไหว้ และพูดว่าย่าโมเป็นหญิงเก่ง ประเทศเค้าก็บันทึกไว้เช่นนั้น สำหรับวิทยานิพนธ์ของคุณยุพิน (ซึ่งปัจจุบันเปลี่ยนชื่อแล้ว ข่าวว่าเช่นนั้น) คนที่พูดเป็นพูดเก่ง เค้าจะยกแม่น้ำทั้งโลกมาพูด ชักน้ำเหตุผลอะไรก็ได้ให้คนอื่นคล้อยตาม เค้าย่อมทำได้ เพราะคนพูดเป็นและพูดเก่งย่อมมีวาทะศิลป์ในการพูดให้คนเชื่อ ไม่ใช่มีแต่ครูยุพินคนเดียวหรอก คุ้มมากที่เค้าทำเรื่องนี้เพราะเค้าเป็นที่รู้จักคนอื่น แต่เค้าก็ไม่มีแผ่นดินให้ยืนในโคราชเช่นกัน เพราะเอาความเก่งมาใช้ในทางที่ผิด วันหนึ่งเค้าอาจจะเขียนหนังสือใครว่า วีระชนของแผ่นดินไม่มีตัวตนจริงก็ได้ ไม่มีวีระกษัตริย์ ไม่มีวีระสตรีของไทยก็ได้ เพราะเค้าเป็นคนอยากเด่นและดัง ไม่ทราบว่าเค้าทำเพื่ออะไร ถึงตีแผ่บรรพบุรุษและสตรีไทย คนแบบนี้มีเยอะ เดี๋ยวก็คงจะทยอยออกมาให้เห็นกันอีกเยอะแยะ
จาก นั่งมองคนอยากดัง

noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
Guest
สหายพันตา
เรทกระทู้
« ตอบ #30 เมื่อ: 19 ต.ค. 11, 09:44 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 

q*033 ขอหยิบยกในอีกมุมหนึ่งนะครับ ในเรื่องของวัฏการเวียนว่ายตายเกิด...มีโอกาสได้อ่านประวัติของ คุณแม่ชีบุญเรือน โตงบุญเติม ผู้เป็นชาติใหม่ของคุณย่าโม น่ะครับ ...ที่หยิบยกเรื่องนี้มาต่อเพราะว่าเห็นได้กล่าวในเรื่องของเนื้อหาประวัติศาสตร์กันมายาวจึงขอบอกเล่ามมของเมื่อท่านสิ้นแล้วไปไหนต่อไปบ้างน่ะครับ (ฮิ_ฮิ)

noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
Guest
ลูกหลานย่าโม
เรทกระทู้
« ตอบ #31 เมื่อ: 19 ต.ค. 11, 22:30 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 

เกิดมาจำความได้ ดิฉันก็เห็นย่าโมท่านยืนตระหง่าน เป็นมิ่งขวัญของคนโคราช พวกเราเกียจสุดๆ พวกที่ลบหลู่พลังศรัทธาของคนโคราช สมัยพวกเสื้อแดงที่เอาโลงศพมาเผาที่ลานย่าโม และนี่จะมาลบหลู่พลังศรัทธาของพวกเราอีกเหรอ สิ่งศักดิ์สิทธิ์เกี่ยวกับย่าโมแรงมาก ใครคิดดีใครคิดไม่ดีคุณย่าท่านจะลงโทษเอง ถ้าใครไม่ศรัทธาก็ไม่ต้องแสดงความคิดเห็นอะไรออกมา

noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
add
เรทกระทู้
« ตอบ #32 เมื่อ: 20 ต.ค. 11, 15:42 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 

ขนาดไม่ใช่คนโคราช แต่ก็รักเมืองโคราช และก็จะมาเป็นคนโคราชในเร็วนี้แล้วจ้า ^^

noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
add
เรทกระทู้
« ตอบ #33 เมื่อ: 20 ต.ค. 11, 16:11 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 

เรื่องทุกเรื่อง-----ย่อมผ่านผู้คนมามีต้นตอ
ถ้าเรื่องไม่จริง---ประชาชนไม่เคารพอยู่ทุกวันหรอก--
ขอติคนตั้งกระทู้----มีกระทู้ที่ความคิดแฝงเปรียบเทียบถึงกับนายยกยิ่งรัก
----------ผมว่าวันเวลานี้เราน้ำท่วม-----------
นี้ตามมุมมองคนตั้งกระทู้---เจตนาถึงอะไร.........

noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
Guest
ลูกหลานเจ้าพระยาโคราช
เรทกระทู้
« ตอบ #34 เมื่อ: 12 พ.ย. 11, 18:09 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 

อ่านจากจดหมายเหตุปราบขบถเวียงจันทน์ ได้ระบุไว้แน่นอนหน้าที่ 9,10,11 ย่าโม(คุณหญิง โม้ แปลว่า ใหญ่)มีตัวตนจริงแท้แน่นอนและเป็นภริยาปลัดเมืองโคราชนามว่า ท่านพระยาปลัดทองคำ และได้กระทำวีรกรรมที่ทุ่งสัมฤทธิ์ จริงแท้แน่นอนจดหมายเหตุฯได้ระบุไว้ชัดแจ้ง และได้เป็นวีรสตรีในการป้องกันเมืองนครราชสีมาหนนี้ ในขณะที่เจ้าพระยานครราชสีมา(ทองอินท์ ณ ราชสีมา)เจ้าเมืองนครราชสีมา ไปราชการปราบขุนไกรสงครามวิวาทกับน้องชายที่เมืองขุขันธ์ ยืนยันว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องจริงแน่นอน เพราะว่ามีกล่าวไว้ในหลายบันทึกของเมืองนครราชสีมา
จาก...ลูกหลานคนหนึ่งของเจ้าพระยานครราชสีมา(ทองอินท์ ณ ราชสีมา)

noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
Guest
หลานย่าโม
เรทกระทู้
« ตอบ #35 เมื่อ: 27 ก.พ. 12, 13:44 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 

ความเชื่อ..เป็นสิ่งที่คู่ควรกับความศรัทธา...เมื่อความเชื่อและความศรัทธานั้นไม่ได้ทำให้ใครเดือดร้อน...การจะเชื่อหรือไม่ว่าท่านจะมีจริงไม่ใช่เรื่องที่เสียหาย...แต่การไม่เชื่อแล้วอยู่อย่างนิ่งๆ...อาจจะเป็นเรื่องที่ดีเสียกว่าการนำมาวิพากษ์วิจารณ์ให้สังคมเกิดความแตกแยก....เมื่อเราไม่ได้เกิดในสมัยท้าวสุรนารีแล้ว...เราก็ย่อมไม่รู้หรอกว่าท่านจะมีจริงหรือไม่ประการใด...แต่ผมยังศรัทธาและเชื่อในอิทธิปาฎิหารย์ของท่าน..ไม่ต่างอะไรกับการนับถือศาสนาต่างๆ...ถามหน่อยว่ามีใครเกิดทันพระสัมมาสัมพุทธเจ้าบ้าง....ไม่มีใครเกิดทันแน่นอน...แล้วมีใครรู้บ้างว่ามีเทวดามาดีดพิณให้ท่านฟังจริงหรือไม่..แต่เราก็ยังเชื่อในสิ่งเหล่านั้นเพราะเรามีความศรัทธาและไม่เป็นเรื่องเสียหาย...และไม่งมงาย

noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
Guest
เด็กโคราช
เรทกระทู้
« ตอบ #36 เมื่อ: 10 มี.ค. 12, 17:43 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 

ใช่ค่ะ อย่างที่คุณหลานย่าโม บอก ดิฉันได้อ่านกระทู้pt นั้นพูดแรงมากๆ พูดในเชิงลบหลู่ด้วย ก็ไม่เข้าใจเหมือนกันว่าทำไม ใช่ พวกเราศรัธราจริงแต่ศรัธราด้วยความรักและความเคารพ ขอต่อว่าหน่อยน๊ะค๊ะ ทนไม่ไหวจริงๆ ก็คิดอยู่น๊ะค๊ะ ว่าเขาอาจจะไม่ได้อยู่โคราช ถึงไม่รู้ว่า การที่ได้เป็นลูกหลานย่าโมนั้นน่าภูมิใจแค่ไหน อยู่ในสภาพแวดล้อมที่ดี และอะไรที่ดี แถมเป็นเมืองที่เจริญรุ่งเรืองสุดๆ ลืมมตาดูโลกก็รู้ได้เลยว่าเป็นหลานย่าโม แล้วมาพูดลบหลู่ท่านอย่างนี้ คนโคราชจะยอมเหรอคะ ก็อยากจะให้เขาลองนึกดูว่าหากมีคนมาพูดถึงบรรพบุรุษเขาในแบบที่เขามาพูดถึงคุณย่าของเรา เขาจะคิดยังไง กรุณาฟังให้เข้าใจน๊ะค๊ะ ไม่ค่อยมีวาทะ เ่ท่าไร

noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
Tags:  ท้าวสุรนารี 

หน้า: 1

 
ตอบ

ชื่อ:
 
แชร์ไป Facebook ด้วย
กระทู้:
ไอค่อนข้อความ:
ตัวหนาตัวเอียงตัวขีดเส้นใต้จัดย่อหน้าชิดซ้ายจัดย่อหน้ากึ่งกลางจัดย่อหน้าชิดขวา

 
 

[เพิ่มเติม]
แนบไฟล์: (แนบไฟล์เพิ่ม)
ไฟล์ที่อนุญาต: gif, jpg, jpeg
ขนาดไฟล์สูงสุดที่อนุญาต 20000000 KB : 4 ไฟล์ : ต่อความคิดเห็น
ติดตามกระทู้นี้ : ส่งไปที่อีเมลของสมาชิกสนุก
  ส่งไปที่
พิมพ์อักษรตามภาพ:
พิมพ์ตัวอักษรที่แสดงในรูปภาพ
 
:  
  • ข้อความของคุณอยู่ในกระทู้นี้
  • กระทู้ที่ถูกใส่กุญแจ
  • กระทู้ปกติ
  • กระทู้ติดหมุด
  • กระทู้น่าสนใจ (มีผู้ตอบมากกว่า 15 ครั้ง)
  • โพลล์
  • กระทู้น่าสนใจมาก (มีผู้ตอบมากกว่า 25 ครั้ง)
         
หากท่านพบเห็นการกระทำ หรือพฤติกรรมใด ๆ ที่ไม่เหมาะสม ซึ่งอาจก่อให้เกิดความเสื่อมเสียแก่สถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ รวมถึง การใช้ข้อความที่ไม่สุภาพ พฤติกรรมการหลอกลวง การเผยแพร่ภาพลามก อนาจาร หรือการกระทำใด ๆ ที่อาจก่อให้ผู้อื่น ได้รับความเสียหาย กรุณาแจ้งมาที่ แนะนำติชม